แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำทำนายดวงเมืองสยาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำทำนายดวงเมืองสยาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทำนายโหรดัง ดวงเมืองตกต่ำ-แตกแยกลด

โหรชื่อดัง เผยประเทศเข้าสู่กลียุค ดวงเมืองตกต่ำ เกิดภัยธรรมชาติมากมาย ข้าวยากหมากแพง นายกฯ ยิ่งลักษณ์หมดความนิยมลงไปทุกที ขณะเดียวกันความแตกแยกในประเทศจะลดน้อยลง

          อุทกภัย ครั้งใหญ่นี้ นับได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงสุดในรอบ 50-60 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน ที่ยิ่งแก้ปัญหาเท่าไร ก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงรัฐบาลไม่มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นจึงไม่ใช่แปลกเลยที่ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น จะกระทบต่อคะแนนนิยมรัฐบาลของรัฐบาลเป็นอย่างมาก

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ โหรและหมอดูชื่อดังมากมาย ก็ได้ออกมาวิเคราะห์และทำนายเบื้องหลังสารพัดปัญหาดังกล่าวนี้ว่า ขณะนี้ดวงเมืองกำลังตกต่ำ เกิดภัยธรรมชาติ บ้านเมืองเข้าสู่กลียุค รวมถึงดวงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ดูจะร่อแร่เต็มทีเช่นกัน โดยหมอดูแต่ละท่าน ได้ทำนายเอาไว้ ดังนี้


1.คฑา ชินบัญชร (หมอดูไพ่ยิปซี)

          จับไพ่ตรวจสอบดวงชะตาของประเทศ พบว่าประเทศไทยจะประสบกับภัยธรรมชาติมากขึ้น โดยช่วงเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เราประสบภัยธรรมชาติหนักที่สุด เพราะปีนี้เป็นปีกระต่ายธาตุทองกำเนิดน้ำ

          ประกอบกับก่อนหน้านี้ในเดือนก.ย. เป็นปีไก่ซึ่งไม่ถูกกับกระต่าย เป็นเดือนปะทะชน จึงส่งผลกระทบกับบ้านเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

          หลัง วันที่ 12 พ.ย. สถานการณ์ต่างๆ จึงจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มเข้าสู่เดือนธ.ค. ประชาชนจะประสบกับปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะตกต่ำ ประชาชนจะรู้ผิดหวังกันมากขึ้น

          แต่จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เช่น การปฏิวัติรัฐประหาร แต่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายเดือน ธ.ค.54 ถึง ก.พ.55 หากมีเหตุปัจจัยไปกระตุ้นเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับเข้าประเทศ

          ช่วงเวลาดังกล่าวกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งกระทรวงการคลัง มีความโดดเด่นในการเข้ามาแก้ไขปัญหา รวมทั้งจัดการเรื่องต่างๆ ให้รัฐบาลเกิดความมั่นคงมากขึ้น

          แต่ พอมาถึงช่วงเดือน ธ.ค. ระหว่างวันที่ 16 ธ.ค.จนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน รัฐบาลจะต้องประสบปัญหาภัยแล้งเพิ่มเติม เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องเจอกับภัยธรรมชาติอย่างมาก เพราะเป็นปีมังกรธาตุน้ำ ซึ่งในช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงกับรัฐบาล จะมีการปรับ ครม. เพื่อไม่ให้มีรัฐมนตรีที่ผิดฝาผิดตัวอยู่ใน ครม. คนชั่วจะกลับตัวเป็นคนดี แต่ใครที่คิดร้าย ทำลายบ้านเมืองจะถูกกรรมสนองอย่างรวดเร็ว สถานภาพทางการเมืองจะสั่นคลอน

          พอมาถึงช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.55 ตลาดหุ้นจะมีปัญหา ด้านอุตสาหกรรมจะมีการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศมากถึงร้อยละ 30 แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาของโอกาสที่เราจะพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

          และในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คนไทยจะรักกันมากขึ้น ความแตกแยกจะลดน้อยลง

          ช่วงที่เกิดปัญหาขึ้นในขณะนี้ อยากให้ทุกคนร่วมกันสวดคาถาบารมี 30 ทัศเพื่อบูชาและขอพรจากพระแม่ธรณีและพระแม่คงคา ซึ่งจะช่วยพัดเอาความชั่วร้าย รวมถึงคนโกงบ้านโกงเมืองออกไปจากแผ่นดิน ที่สำคัญการสวดมนต์จะช่วยให้เราทุกคนมีสติ สู้กับปัญหาได้ต่อไป


2.ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล (ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตแห่งประเทศไทย)

          เคยวิเคราะห์ดวงครม.ทั้งคณะ ในช่วงที่เริ่มเข้ามาดำรงตำแหน่งว่า ครม.ชุดนี้มีบุคคลที่ดวงดีเพียง 12 คน ขณะที่มีบุคคลที่ดวงเข้าเคราะห์มากถึง 24 คน เมื่อคนที่มีดวงเข้าเคราะห์มากกว่าคนที่ดวงดี รัฐบาลชุดนี้จึงต้องประสบแต่ปัญหาหนัก ๆ ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

          ผมเคยดูดวงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงวันเลือกตั้ง ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์มีดวงสมพงศ์กับวันเลือกตั้ง แต่เมื่อตั้งรัฐบาลขึ้นมา บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ส่งผลให้ครม.ชุดนี้ประสบแต่ปัญหาให้ต้องฟันฝ่าเรื่อย ๆ

          สังเกตได้จากตั้งแต่ช่วงเดือนก.ย. ซึ่งเป็นเดือนชงกับนายกฯ เดือนต.ค.ก็เป็นเดือนชงกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ช่วงที่ผ่านมาจึงมีแต่ปัญหาแก้ไม่ตก ทั้งรัฐบาลและผู้ว่าฯกทม.ต่างตีกัน ไม่ลงรอยกัน อย่างเช่น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ ส่งผลให้บ้านเมืองเดือดร้อนเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ร่วมมือกัน อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งปีนี้อายุ 45 ปี ถือเป็นช่วงอายุที่เข้าเคราะห์เช่นกัน ทำให้ในช่วงนี้ประสบแต่เรื่องหนัก ๆ ไม่ได้เสวยสุข แต่ก็จะผ่านพ้นเรื่องร้าย ๆ ไปได้

          โดยในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. เมื่อมรสุมผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ก็ทิ้งซากปรักหักพังเอาไว้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่บ้านเมืองเข้าสู่การฟื้นฟู น้ำที่ไหลท่วมกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนล้างสิ่งที่ไม่ดีไปด้วย ปล่อยให้ไหลไป ผู้ที่เดือดร้อนอย่าท้อแท้หรือหมดกำลังใจ ต้องช่วยกันประคบประหงมเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสำเร็จ

          ช่วงต้นปี 2555  รัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องประสบปัญหาหนักกว่านี้ โดยช่วงตรุษจีนบุคคลที่มีดวงดีจะเพิ่มเป็น 14 คน แต่บุคคลที่ดวงเข้าเคราะห์ยังมีอยู่มากถึง 22 คน และในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในครม.ชุดนี้ เพราะหากไม่มีการปรับเปลี่ยน ครม.จะเกิดความวุ่นวาย ขัดแย้งกันเอง มีความไม่ลงตัวเกิดขึ้นภายใน ครม. และจะประสบกับปัญหาหนักอย่างแน่นอน

          โดยเฉพาะนายกฯ จะถูกโจมตีอย่างหนัก เกิดการตัดสินใจผิดพลาด ส่งผลให้ภาพลักษณ์ไม่ดี ที่สำคัญดวงของนายกฯ ในปี 2555  จะเป็นมะแมธาตุไฟ ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย จะเป็นดวงปีฉลูธาตุดิน ต่างฝ่ายต่างดวงเข้าเคราะห์และจะเป็นปีชงกันเอง ก่อให้เกิดเรื่องที่ขัดแย้งกันเองด้วย

          ปี 2555  รัฐบาลจะต้องประสบกับภัยธรรมชาติ น้ำที่เคยท่วมในพื้นที่ใดมาก่อนแล้ว ก็จะกลับมาท่วมในพื้นที่เดิมอีก ดังนั้นต้องวางแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้าด้วย อย่างไรก็ตามจะยังไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหาร ผมเคยพูดหลายครั้งว่า หลักเมืองของไทยต่ำและก็เริ่มผุ หากสามารถปรับแก้ได้จะช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้น


3.กรหริศ บัวสรวง (โหรชื่อดัง)

          ดวงเมืองหลังวันที่ 16 พ.ย.เป็นต้นไป ดาวเสาร์เล็งดวงเมือง เป็น "ดวงพินทุบาทว์" โดยดาวเสาร์เข้ามาอยู่ในราศีตุล ประกอบกับดาวศุกร์ซึ่งเป็นธาตุน้ำ และดาวพุธซึ่งเป็นดาวน้ำทะเลและโคจรไม่ห่างจากดาวศุกร์

          ดังนั้นจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ดาวเสาร์ซึ่งเป็นธาตุไฟ ต้องระวังเรื่องของปัญหาไฟฟ้านอกเหนือจากปัญหาไฟไหม้ป่าด้วย ช่วงนี้บ้านเมืองจึงอยู่ในช่วงอาการหนัก รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างไรก็เอาไม่อยู่

          อย่างไรก็ตาม น้ำที่ไหลท่วมลงมาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ กระทั่งเริ่มเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ตามหลักของโหราศาสตร์ไม่นับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นปัญหาอุทกภัย เพราะพื้นที่ที่ควรท่วม เช่น เขตมีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย กลับไม่ท่วม แต่พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมเลย เช่น เขตทวีวัฒนา บางพลัด ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีน้ำท่วมขัง แสดงว่าการบริหารจัดการ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่ดีพอ เป็นเรื่องของเกมการเมือง

          เราจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่องและยาวนานไปจนถึงต้นปี 55  เพราะดาวพุธจะโคจรไปทางทิศใต้ ดังนั้นพื้นที่ภาคใต้จะประสบปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ภาคเหนืออาจได้รับผลกระทบจากพายุ และสภาพน้ำท่วมจะยังคงมีอยู่ต่อไป ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจะตกต่ำ เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง ข้าวสารหรือแม้แต่น้ำดื่มจะไม่เพียงพอ

         ที่สำคัญดาวเสาร์โคจรเล็งดวงเมืองเป็นช่วง ′เสาร์ระห่ำ′ เป็นมหาอุจ ชี้ว่ารัฐบาลจะอยู่บริหารงานได้ไม่เกิน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.54 เป็นต้นไป เพราะนับจากช่วงนี้ดวงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะตกต่ำ ขณะที่ดาวของทหารที่หงิกงอมานานจะกลับมาผงาด โดยทหารจะไม่ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร แต่อาจมีการเจรจากันเพื่อให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากไม่มีความสามารถแก้ไขหรือประคองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

          มีข้อสังเกตทางทฤษฎีว่า ช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ก็ตกม้าตาย ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นาน ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ก็อยู่ได้ไม่นานเช่นเดียวกัน ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งมาจากตระกูลเดียวกัน จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 90 วันแน่นอน


          นอกจากนี้ ยังมีหมอดูท่านอื่น ๆ อาทิ อาจารย์หม่อม มณฑล สายทัศน์ คนเปิดกรรม, อาจารย์แบงค์ สเกทช์กรรม-ขยำกระดาษพยากรณ์ และ อาจารย์เนปจูน ธรรมพรปัญญา มาร่วมทำนายทายทัก "ดวงเมือง" จากเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์

          โดยอาจารย์เนปจูน เปิดเผยว่า จากการสำรวจเส้นทางของดวงดาว นอกจากภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำในปีนี้ อันมีเหตุมาจากดาวเชอรอนโคจรใกล้กับดาวจันทร์ที่เปลี่ยนมุมองศา และดาวอังคารมาปะทะกับดาวเมอร์คิวรี ส่งผลให้เกิดอุทกภัยร้ายแรงและสภาวะความไม่แน่นอนในระบบข่าวสารของรัฐบาล แต่จะบรรเทาเบาบางลงในช่วงวันที่ 7-8 พ.ย.นี้ ยังมีเรื่องน่าหนักใจคือ หลังจากน้ำลดราวปลายเดือน ม.ค.2555 ประเทศไทยจะเจอวิกฤติโรคระบาดร้ายแรงที่มากับน้ำและอากาศ ซึ่งจะทำให้มีคนตายเยอะ

          ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าก็คือ ในปี 2555 ประเทศไทยจะเจอเหตุการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าปี 2554 เพราะปรากฏการณ์หลาย ๆ อย่างจะเกิดขึ้นในช่วงครบรอบรอยต่อแบบพอดิบพอดี และยังมีดาวนิบิรุหรือดาวนิวคีโดสในภาษาฮีบรูโบราณ ซึ่งหมายถึงมหันตภัยจะโคจรมาใกล้โลก ส่งผลให้โลกหยุดหมุน ทุกอย่างกลับตาลปัตร  อย่างประเทศไทยก็อาจเกิดสึนามิขึ้นมาอีกรอบ หรือแม้แต่ภูเขาไฟที่ไม่เคยระเบิดก็อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ เขื่อนรับน้ำใหญ่ ๆ อย่าง ภูมิพล, สิริกิติ์ หรือสิรินธร ก็อาจมีรอยรั่วหรือแตกได้ในช่วงปลายปีหน้าหรือต้นปี 2556


          ในมุมของ อาจารย์หม่อม มณฑล สายทัศน์ คนเปิดกรรม ระบุว่า ตนเคยทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2552 ว่าประเทศไทยจะเจอปัญหาน้ำท่วม และก็เกิดขึ้นจริง ๆ และเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดมาจาก "ดวงกรรมของประเทศ" เอง ที่ต้องการชะล้างความไม่ดีออกจากแผ่นดิน กล่าวได้ว่านับต่อจากนี้คนไม่ดี ไม่อยู่ในศีล จะอยู่ในประเทศไทยนี้ไม่ได้

          วิกฤติ ที่จะตามมาหลังจากนี้ และต่อเนื่องไปถึงปี 2555 ก็คือโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่มีความร้ายแรงเท่ากับไข้หวัด 2009 โรงพยาบาลจะเต็มไปด้วยผู้ป่วย แต่ถ้าถามว่าปีหน้าโลกจะแตกไหม ตอบได้ว่าไม่ แต่ถ้าถามว่าผู้หญิงยังเป็นนายกฯ อยู่หรือไม่ อันนี้ตอบได้ว่าใช่ และเร็ว ๆ นี้จะมีพรรคการเมืองผู้หญิงเกิดขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม คำทำนายที่ได้นั้นยังบอกเพิ่มด้วยว่า คนดีจะกลายเป็นคนเลว และคนเลวจะกลายเป็นคนดี หมายถึง คนที่หน้าไหว้หลังหลอกจะเผยตัวตนออกให้ได้รู้กัน ส่วนคนเลวก็จะสำนึกผิดและกลับตัวเป็นคนดี


          และอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่าปี 2555 ประเทศไทยจะเกิดกลียุคขึ้นอีกครั้ง โดย คนินพัทธุ์ เอี่ยมตระบุตร หรือ อาจารย์แบงค์สเกทช์กรรมฯ บอกอย่างชัดเจนว่า ในปีหน้าจะมีเรื่องแผ่นดินไหว แผ่นดินเลื่อน ที่อาจเกิดจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย หรือบางทีอาจเกิดขึ้นจากใจกลางประเทศเอง และส่งผลทำให้ตึกออฟฟิศสูงใน กทม.ถล่ม

          นอกจากที่แจงไว้เบื้องต้นแล้ว ยังมีเรื่องไข้หวัดและโรคระบาดเข้ามาเสริมด้วย โดยโรคระบาดดังกล่าวจะระบาดเพิ่มไปถึงปลา ไม่แค่สัตว์เนื้ออย่างไก่ หมู วัว อย่างที่เคยเป็นมา ส่วนกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น จะบรรเทาลงช่วงสิ้นปีถึงปีใหม่ ปีหน้าไม่มีเหตุน้ำท่วม แต่จะท่วมใหญ่อีกทีในปี 2557 ซึ่งวิกฤติกว่าปี 2554 แน่นอน

          หนทางรับมือหากเกิดเภทภัย การเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อมถือเป็นเรื่องดีที่สุด ซึ่งโหรทั้ง 3 ท่านต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอให้มีสติเป็นหลัก และมีความเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ทั้งอาหารการกินที่ถูกสุขลักษณะ ที่หลับที่นอน อุปกรณ์ป้องกันภัย ฯลฯ สุดท้ายขอให้หมั่นทำดีดำรงตนอยู่ในศีลธรรม แค่นี้ก็เพียงพอ

          ส่วนการแก้กรรมในทุกรูปแบบอย่าได้ทำ เพราะไม่มีจริง ...ใครทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลเช่นนั้น!!!




ที่มา : www.kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คำทำนายของหลวงพ่อฤษีลิงดำ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำบรรยายเรื่อง "อนาคตของประเทศชาติ"

อนาคตของประเทศชาติ

บรรยายโดย..พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘

มัชฌิมา : ผู้คัดลอก

(อ้างอิงจาก "หนังสือธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐
ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒ "ธรรมกถา")




(ภาพยืนแถวหลัง : หลวงพ่อพระมหาวีระ, หลวงปู่คำแสน,
หลวงปู่ธรรมชัย, หลวงปู่ชัยวงศ์, หลวงปู่พระมหาอำพัน, พระสมชาย)

เรื่องมีอยู่ว่า... ท่านพลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ (ยศและตำแหน่งสมัยนั้น) ได้นิมนต์ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พร้อมด้วยพระเถระรวม ๖ รูป เพื่อไปบำรุงขวัญของทหารในเขตกองทัพภาคที่ ๒ โดยนำ "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" และ "เหรียญเอกราช" ไปแจกให้แก่ทหารตามฐานปฏิบัติการชายแดน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘

และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ได้ทำการแจกให้แก่ทหาร ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และก่อนทำการแจกได้แสดงธรรมิกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตของชาติ” ณ พุทธศาสนสถาน ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

มูลเหตุที่มาแจกวัตถุมงคล

“..เจริญสุข แก่บรรดาทหารของชาติทุกท่าน อาตมาได้ไปทำการจากจ่ายผ้ายันต์และเหรียญแก่ทหารทางภาคเหนือมาแล้ว ๓ ครั้ง ต่อมาได้ทราบจากข้าหลวงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า
“...สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปรารภว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านไม่ห่วงทหารภาคอีสานหรืออย่างไร จึงไม่ไปแจกของแก่ทหารทางภาคอีสานบ้าง..”

ความจริงอาตมาห่วงทหารทางภาคอีสานเช่นเดียวกับทหารทางภาคเหนือ เมื่อท่านผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ รับจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาแจกจ่าย จึงได้นำสิ่งของมาแจกให้ครั้งนี้

ขั้นแรกอนุศาสนาจารย์ได้อาราธนาให้แสดงธรรม ต่อมาท่านผู้บัญชาการกองพลได้อาราธนาให้เล่าเรื่องของที่นำมาแจกจ่ายว่าทรงคุณค่าอย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้รับแจกไปจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น

เพื่อสนองเจตนาของอนุศาสนาจารย์และท่านผู้บังคับบัญชากองพลที่ ๓ ได้อาราธนาจึงขอพูดเรื่องธรรมะก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงจะพูดถึงเรื่องสิ่งของที่นำมาแจกจ่าย

เราทุกคนอยากมีความดีด้วยกันทั้งนั้น แม้บางคนนึกว่าตนเองอยากมั่งอยากมี อยากมียศมีอำนาจ แต่ความจริงแล้วก็คืออยากมีดีนั่นเอง

แม้เราจะมียศสูง แต่ถ้าใครมาว่าเราเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นใครจะอยากอะไรก็ตามเถอะ แต่ที่สุดของความอยากนั้นก็คือความดีนั่นเอง

รักษาศีล 5 ให้ได้

ความดีนั้นมีกฏเกณฑ์ที่เราจะต้องทำเป็นเบื้องต้น 5 ประการ คือ
1. เราไม่อยากให้ใครมาฆ่า รังแก ข่มเหงเรา เราก็อย่าไปฆ่า ไปรังแก ไม่ข่มเหงเขา
2. เราไม่อยากให้ใครมาลักของๆ เรา เราก็อย่าไปลักของๆ เขา
3. เราไม่อยากให้ใครมาผิดลูกผิดเมียเรา เราก็อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา
4. เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็อย่าไปโกหกเขา
5. เราไม่อยากเป็นคนบ้า ก็อย่าไปดื่มสุราเมรัย เพราะถ้าเราดื่มสุรามากๆ เราจะกลายเป็นคนบ้า

เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้

ความดีที่สูงขึ้นไปอีกที่เราควรประพฤติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความสุขความเจริญแก่ตนเองคือ พรหมวิหาร มี ๔ ประการคือ
1. เมตตา ความรัก เราต้องรักตัว รักครอบครัว รักญาติพี่น้องหมู่คณะ ตลอดจนถึงรักประเทศชาติ
2. กรุณา ความสงสาร ที่มีต่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขารับอยู่
3. มุทิตา ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ดีมีความสุข ไม่ริษยาเขา เขาได้ดีก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย
4. อุเบกขา วางเฉย เช่น เมื่อลูกของเรา ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวกของเราไม่ทำผิด เราต้องวางตัวเป็นกลาง เมื่อเขาจะได้รับโทษก็ถือเป็นกรรมของเขา ไม่ช่วยเหลือเขาในทางที่ผิด

เว้นจากความลำเอียงทั้ง ๔ ประการ

ผู้ที่จะมีคุณธรรมในข้อที่ ๔ นี้จำเป็นจะต้องมีคุณธรรมข้ออื่นสนับสนุน คือเราต้องเว้นจาก อคติ คือ
๑. ความลำเอียงเพราะความรัก
๒. ความลำเอียงเพราะความชัง
๓. ความลำเอียงเพราะความหลง
๔. ความลำเอียงเพราะความกลัว

ทหารแปลว่าคนหนุ่ม

ทหารทุกคนต้องเป็นคนหนุ่ม แม้จะแก่อายุมากแล้วก็ต้องทำตัวเป็นคนหนุ่ม เพราะคำว่า "ทหาร" แปลว่า "คนหนุ่ม"

คนหนุ่มนั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงว่องไวกล้าหาญบึกบึน มีไหวพริบปฏิภาณดี มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทอดทิ้งกันเมื่อมีภัย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท

และข้อสำคัญที่สุดนั้นต้องยอมตายเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเมื่อถึงคราวจำเป็น นี้พูดอย่างทหาร เพราะอาตมาเคยเป็น "ทหารเรือ" มาแล้ว ย่อมรู้จักชีวิตวิญญาณของทหารดี

ทหารไปรบถือว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง

ทหารที่ไปราชการสงครามเพื่อป้องกันอริราชศัตรูนั้น หากไปฆ่าข้าศึกศัตรูก็ไม่ถือว่าเป็นความชั่ว แต่เป็นการทำดีต่างหาก เพราะเราทำหน้าที่ป้องกันสิ่งที่ดีงามเอาไว้
ความดีนั้นคือความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของปวงชนในผืนแผ่นดินไทยทุกคน

ความสงบสุขนั้นเป็นยอดของความดีทั้งมวล การที่เรายอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเราเพื่อรักษาความดีทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นไว้ จึงได้ชื่อว่าเราทุกคนได้ทำความดี สมศักดิ์ศรีของทหารไทย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบาปกรรม

ภูอันธพาล (ภูพาน)

อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า

เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร





(ภาพจากซ้าย : คุณเฉิดศรี (อ๋อย) ศุขสวัสดิ์, พล.อ.ชวาล กาญจนกุล,
หลวงปู่คำแสนเล็ก, หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่ธรรมชัย, หลวงปู่สิม,
หลวงพ่อพระมหาวีระ, พลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์)

อนาคตของชาติ

อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า
“ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป”

ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ

คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์

ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า
“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”

และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง

ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล

ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้

รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล


เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด

รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ

รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน

รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้

รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร

ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก

รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น

สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย

ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?

ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?

เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้ ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”


 ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้

“อานันทะ..ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก

แต่ว่า..อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล

หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน

แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”

ความแม่นยำของพุทธทำนาย

จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒. ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์

หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้

มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง

ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทยนี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้

ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป

พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์

ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า
พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน

ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี

ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”

เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร

จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า

“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้ แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”

ขอบคุณ :  http://www.watthasung.com คัดลอกมาบางส่วน