แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชายแดนเขมร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชายแดนเขมร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทหารเขมรยั่วยุไทยไม่เลิก ระเบิดดังสนั่นใกล้“ภูมะเขือ”กลางดึกกว่า 30 นัด


ศรีสะเกษ - ทหารเขมรยั่วยุไทยไม่เลิก เสียงระเบิดดังสนั่นกลางดึกว่า 30 นัด ที่บริเวณช่องแปดหลัก ติด“ภูมะเขือ”ทิศตะวันตกเขาวิหาร บ.หนองอุดม เผยใกล้จุดผู้ว่าฯ ศรีสะเกษและคณะนอนพักค้างคืนในหมู่บ้านชายแดนเป็นขวัญกำลังใจชาวบ้าน ผู้ว่าฯศรีสะเกษเผยเสียงระเบิดดังอยู่ในเขตกัมพูชาใช้ระเบิดขว้างถล่มยั่วยุใกล้ฐานที่ตั้งทหารไทย แต่ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ระบุเร่งสร้างหลุมหลบภัยเพิ่ม 451 แห่ง ขณะชาวบ้านผวาเฝ้าระวังเตรียมอพยพทั้งคืน ด้านตร.ระดมกำลังตรวจเข้ม

วันนี้ (16 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ด้าน จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ และ พ.ต.อ.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผู้กำกับการ(ผกก.) สภ.กันทรลักษ์ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจเข้มเป็นประจำทุกคืน ทุกหมู่บ้านที่อยู่ติดกับแนวชายแดนไทย- กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกหมู่บ้านในเขต ต.เสาธงชัย ต.ภูผาหมอก และ ต.รุง อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ติดกับแนวชายแดนมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันกันก่ออาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ร่วมกับฝ่ายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2)

นายโชคชัย สายแก้ว นายก อบต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น-04.00 น. คืนวันนี้ (16 ก.พ. ) ได้มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวที่บริเวณช่องแปดหลัก ใกล้กับบ้านหนองอุดม ต.รุง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ติดกับภูมะเขือ ทางทิศตะวันตกเขาพระวิหารโดยมีเสียงดังคล้ายระเบิดประมาณ 30 -40 ครั้ง พอใกล้สว่างเหตุการณ์จึงได้สงบลง ซึ่งเสียงคล้ายระเบิดที่ดังอย่างต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ปัญหา 4.6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) แต่ทหารไทยไม่ได้มีการยิงตอบโต้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริเวณที่เกิดเหตุนี้อยู่ใกล้กับบ้านรุง ต.รุง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำคณะหัวหน้าส่วนราชการเข้าไปนอนพักค้างคืนอยู่ในหมู่บ้ายชายแดน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน แต่ไม่มีกระสุนปืนใหญ่เข้ามาในเขตแดนไทยแต่อย่างใด

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตลอดคืนที่ผ่านมาได้นอนพักค้างคืนอยู่ที่บ้านรุง ต.รุง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย - กัมพูชา ไม่มากนัก เสียงคล้ายระเบิดที่ดังขึ้นนั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้อยู่ในเขตแดนไทยแต่มีเสียงดังอยู่ในเขตของกัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาที่อาจใช้ระเบิดขว้างเข้ามาใกล้กับฐานที่ตั้งของทหารไทย แต่ทหารไทยไม่ได้มีการตอบโต้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุภัยการสู้รบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินซ่อมแซมหลุมหลบภัย รวมทั้งสร้างหลุมหลบภัยขึ้นมาใหม่ตามหมู่บ้านชายแดนด้านเขาพระวิหารโดยหลุมหลบภัยเดิมมีอยู่จำนวน 326 จุด ต้องทำการซ่อมแซมจำนวน 297 จุด และต้องสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ทุกหมู่บ้านจำนวน 451 จุด ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างรออนุมัติงบประมาณจากส่วนกลาง ส่วนการดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยจะแล้วเสร็จภายใน 30 วันครบทุกจุด

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการซ่อมแซมบ้านเรือนของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่นั้น ขณะนี้กลุ่มอาชีวศึกษาศรีสะกษ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างเพื่อให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยคาดว่าบ้านเรือนของประชาชนที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ฝ่ายกัมพูชาเสียหายทั้งหลังจำนวน 7 หลังนั้น จะใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 35 วัน ส่วนการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 50 % เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ตามเดิมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า จากการที่มีเสียงระเบิดดังต่อเนื่องครั้งนี้ ล่าสุดนี้ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้อพยพออกจากพื้นที่แต่อย่างใด เนื่องจากเสียงดังที่เกิดขึ้นอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา อีกทั้งไม่ได้มีการยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามาในเขตแดนไทย

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านภูมิซรอล บ้านหนองเม็ก และ บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ได้ตื่นนอนขึ้นมานั่งเฝ้าระวังสถานการณ์คอยฟังเสียงระเบิดดังกล่าวตลอดทั้งคืนกระทั่งเหตุการณ์สงบ ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมอพยพเข้าไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้ทันที หากสถานการณ์รุนแรง

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. คืนที่ผ่านมา ( 15 ก.พ.) ได้มีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ที่บริเวณภูมะเขือ ด้านทิศตะวันตกของเขาพระวิหาร โดยเสียงดังคล้ายระเบิดดังกล่าวอยู่ในเขตของกัมพูชา และทหารไทยไม่ได้ทำการตอบโต้ ซึ่งคาดว่าเป็นการยั่วยุของทหารกัมพูชาเช่นกัน

ด้าน พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ช่วงนี้ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราเข้มงวดตามหมู่บ้านชายแดนด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนที่อพยพกลับมาอยู่บ้านเรือนของตัวเอง อีกทั้งเป็นการป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สิของชาวบ้าน และเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามหรือมือที่สามเข้ามาสร้างความวุ่นวายตามเขตแดนไทยในช่วงที่เหตุการณ์กำลังเข้าสู่ภาวะปกติ

“ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับของทางฝ่ายกัมพูชาแล้วจำนวนทั้งสิ้น 7 คน ขณะนี้กำลังเร่งทำการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง รวมทั้งได้ประสานกับทางฝ่ายทหารเพื่อรักษาความปลอดภัยและเพื่อความมั่นคงในเขตพื้นที่จ.ศรีสะเกษ อย่างเต็มที่ต่อไป” พล.ต.ต.เสริมสุข กล่าว

ขอบคุณ : manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ฮุนมาเน็ตส่งทหารกว่าพันชิดปอยเปต

 ภาพประกอบ

 

"ฮุน มาเน็ต" ส่งทหารองค์รักษ์ฯกว่า 1,000 นาย พร้อมรถถัง 3 คันประชิดชายแดนปอยเปต อ้างคุ้มกัน"ฮุน เซน"มาเปิดถนนใกล้ปอยเปตความยาว 144 กม.จากปอยเปต ถึง กรุงไพลิน ตรงข้ามจันทบุรี ชาวเขมรตื่นข่าวลือ 15 ก.พ.กัมพูชาจะปิดด่านปอยเปตด้วย


เมื่อเช้าวันที่ 13 ก.พ. ด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกรุงปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่ด่านพรมแดน ทั้งสองประเทศยังคงเปิดด่านฯตามปกติ และยังมีพ่อค้า แม่ค้า และกรรมกรชาวเขมรจำนวนกว่า 1 หมื่นคนเดินทางข้ามด่านพรมแดนฯจากฝั่งปอยเปต เข้ามาทำการค้าและรับจ้างในตลาดโรงเกลือ ฝั่งไทย ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่สะพัดไปทั่วตลาดปอยเปต ฝั่งกัมพูชาว่าในวันที่ 15 ก.พ. 54 รัฐบาลกัมพูชาจะสั่งปิดด่านพรมแดนปอยเปต-อรัญประเทศ ฝั่งกัมพูชา ทำให้พ่อค้า แม่ค้าชาวเขมรต่างแตกตื่นเช็คข่าวกันให้วุ่น

โดยข่าวลือดังกล่าวได้ออกมาในช่วงที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศว่าในวันที่ 15 ก.พ. 54 สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการก่อสร้างถนนหมายเลข 59 ห่างจากกรุงปอยเปต ประมาณ 13 กม. ทำให้มีข่าวลือออกมาว่ารัฐบาลกัมพูชาเตรียมสั่งปิดด่านปอยเปต เพื่อต้อนรับและอารักษ์ขาความปลอดภัยให้กับสมเด็จฮุน เซน ในวันที่สมเด็จฮุน เซน มาเป็นประธานเปิดถนนฯ

จากข่าวลือว่ากัมพูชาจะปิดด่านปอยเปต ในวันที่ 15 ก.พ. 54 ที่จะถึงนี้หน่วยความมั่นคงของไทย ได้มีการตรวจสอบ และสอบถามไปยัง จนท.ฝ่ายกัมพูชา ในกรุงปอยเปต ซึ่ง จนท.กัมพูชาได้ให้รายละเอียดกลับมาว่ายังไม่มีคำสั่งปิดด่านปอยเปตใดๆ เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น และยอมรับว่าในวันที่ 15 ก.พ. 54 สมเด็จฮุน เซน จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดการก่อสร้างถนนหมายเลข 59 จริง แต่ไม่มีการสั่งปิดด่านฯ

ส่วนทางด้านแหล่งข่าวทางทหารของกัมพูชาในฝั่งปอยเปต ได้อ้างว่า พล.ท.ฮุน มาเน็ต ซึ่งเป็นลูกชายของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และดำรงค์ตำแหน่ง รอง ผบ.สส.กัมพูชา และ รอง ผบ.หน่วยองค์รักษ์ฮุน เซน ได้ส่งทหารหน่วยองค์รักษ์ฯจำนวนกว่า 1000 นาย พร้อมอาวุธสงครามครบมือ และรถถัง 3 คัน ลงมาเพื่อสนับสนุนและดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับสมเด็จฮุน เซน โดยเสริมกำลังเข้ามาประจำการตลอดแนวถนนหมายเลข 59 ซึ่งเป็นถนนที่จะก่อสร้างเลียบแนวชายแดนที่ติดกับประเทศไทยทางด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปจนถึง กรุงไพลิน ตรงข้าม จ.จันทบุรี ของไทย มีระยะทางยาวกว่า 144 กม.โดยได้นำรถถัง 3 คันไปประจำการอยู่ที่บ้านเขาลูกช้าง อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.อรัญประเทศ ของไทย และ พล.ท.ฮุน มาเน็ตฯจะมาบัญชาการหน่วยทหารองค์รักษ์ฯด้วยตนเอง

ถนนหมายเลข 59 นั้นจะเป็นถนนยุทธศาสตร์เส้นใหม่เลียบชายแดนของกัมพูชาเชื่อมต่อระหว่างกรุงปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ผ่านไปยัง อ.สำเภารูน จ.พระตะบอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ไปจนถึง จ.ไพลิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ จ.จันทบุรี ของไทย ระยะทางยาวกว่า 144 กม. โดยต้นทางมาเชื่อมต่อถนนหมายเลข 5 บริเวณแยกบ้านนิมิต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ห่างจากด่านพรมแดนอรัญประเทศ –ปอยเปต ประมาณ 13 กม.ซึ่งสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการก่อสร้างฯในวันที่ 15 ก.พ. 54 นี้

จากการที่ พล.ท.ฮุน มาเน็ต ได้ส่งกำลังหทารองค์รักษ์ฯจำนวนมากลงมาพื้นที่ติดชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในครั้งนี้ ทำให้หน่วยความมั่นคงของไทยต้องระมัดระวังป้องกันอย่างเต็มที่เนื่องจากเกรงจะเกิดอุบัติเหตุทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ อีกทั้งหน่วยองค์รักษ์ฯก็มาจากต่างพื้นที่และไม่รับฟังคำสั่งหน่วยทหารกัมพูชาในพื้นที่ด้วย เกรงจะเกิดการกระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน

ผลสำรวจ ปชช.กว่าร้อยละ 87ชื่นชมทหารไทย

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เสียงสะท้อนของประชาชนต่อปัญหาชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ลพบุรี สมุทรปราการ จันทบุรี นครนายก สุพรรณบุรี พะเยา เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี นครพนม ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ตรัง และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,971 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการในช่วง 7 - 12 กุมภาพันธ์ 2554 ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90 ติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกสัปดาห์

ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.7 วิตกกังวลต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รองลงมาคือ ร้อยละ 78.2 กังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 69.2 กังวลต่อความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของเด็กๆ ร้อยละ 69.1 กังวลต่อการเสียขวัญและกำลังใจของประชาชนตามแนวชายแดน ร้อยละ 68.3 กังวลต่อความมั่นคงของประเทศ ร้อยละ 64.2 กังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ และร้อยละ 51.6 กังวลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

เมื่อถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ของทหารไทยในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.4 ระบุทหารไทยทำหน้าที่ได้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ดีแล้ว ในขณะที่ร้อยละ 12.6 ระบุยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลไทยในการใช้วิธีแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ผลสำรวจพบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 54.7 ระบุเป็นการเจรจาตรงระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ในขณะที่ร้อยละ 17.3 ระบุการเจรจาผ่านองค์การสหประชาชาติ หรือประเทศที่เป็นกลาง ร้อยละ 5.0 เท่านั้นที่ระบุให้ทำสงคราม และร้อยละ 23.0 ระบุให้ใช้ทุกวิธี

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.8 ยังคงมีความหวังว่าจะหันมาร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาได้ด้วยดี ในขณะที่ ร้อยละ 19.2 ไม่มีความหวัง สำหรับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า จำนวนมากหรือร้อยละ 41.3 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 30.7 เชื่อมั่นปานกลาง ในขณะที่ร้อยละ 28.0 เชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลย

ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยเกือบทุกคนที่แสดงความห่วงใยต่อทหารและเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักรของประเทศ ดังนั้นน่าจะถึงเวลาที่กลุ่มคนชนชั้นนำที่คอยชี้นำสังคม กลุ่มนายทุน ผู้ประกอบการค้าธุรกิจและประชาชนทุกหมู่เหล่าแสดงพลังความสามัคคีให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกด้วยสันติวิธีในเชิงสร้างสรรค์อย่าง นานาประเทศที่เจริญแล้ว ควรประพฤติปฏิบัติต่อกันว่าคนไทยทุกคนมี “สติ” และ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” และพร้อมส่งพลังความดีและปัจจัยสำคัญทั้งในรูปของการบริจาคสิ่งของยังชีพและทุนทรัพย์แก่เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน พลเรือนทั้งคนไทยและชาวกัมพูชา บนพื้นฐานของหลักคุณธรรม ฉายภาพความเมตตาและเอื้ออาทรให้ชาวโลกได้เห็นว่า พลเรือนคนไทยและกัมพูชา ยังคงรักความสงบความมีไมตรีจิตต่อกัน ก็น่าจะทำให้ความหวังของคนไทยส่วนใหญ่เป็นจริงขึ้นมาได้ว่า ความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่าง ไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ยังคงเป็นจริงขึ้นมาได้มากยิ่งขึ้น

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.9 เป็นชาย ร้อยละ 51.1 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.9 อายุระหว่าง 20–29 ปี ร้อยละ 26.4 อายุระหว่าง 30–39 ปี ร้อยละ 25.3 อายุระหว่าง 40–49 ปี และ ร้อยละ 19.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.4 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 31.3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 31.6 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 28.0 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.6 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 15.1 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.3 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 5.5 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.9 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กัมพูชากำลังโหมกระพือให้ร้ายป้ายสีไทย


กัมพูชากำลังโหมกระพือให้ร้ายป้ายสีไทยในโค้งสุดท้ายก่อนสหประชาชาติจะเปิดประชุมพิจารณาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาในวันจันทร์นี้ นายซกอานบอกกับเอกอัครราชทูตอังกฤษกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงพนมเปญว่า กองทัพไทยใช้ "อาวุธที่ไม่ธรรมดา” "ทำสงคราม" กับกัมพูชาระหว่างวันที่ 4-7 ก.พ.2554 รวมทั้งกระสุนปืนใหญ่บรรจุระเบิดพวง (Cluster Bomb) และก๊าซพิษด้วย
      
       ความพยายามดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก การประกาศว่ากัมพูชาไม่เคยมีทหารประจำที่ปราสาทพระวิหาร ถูกเปิดโปงด้วยภาพถ่ายของสำนักข่าวต่างๆ ทำให้ความพยายามในการกุเรื่องกล่าวหว่า ฝ่ายไทยตั้งใจยิงทำลายปราสาทเก่าแก่มรดกโลกจน "พังไปแถบหนึ่ง" นั้นดูไร้น้ำหนัก
      
       ทั้งอังกฤษและรัสเซียต่างเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นเดียวกันกับ จีนและสหรัฐ ที่สามารถใช้สิทธิยับยั้งข้อมติใดๆ ของคณะมนตรีความมั่นคง (UN Security Council) ได้
      
       นายโสกอานที่เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นคนใกล้ชิดที่ได้รับความไว้วางใจจากฮุนเซน ยังกล่าวหาอีกว่า "พวกหัวรุนแรงไทย" คือ พวกคนเสื้อเหลือง ได้กดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ส่งทหารเข้าขับไล่ราษฎรกัมพูชาออกจากบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหาร
      
       “ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงอันตรายมาก เราเห็นว่านายรัฐมนตรีไทยอภิสิทธิ์ กำลังทำเพื่อให้พวกเสื้อเหลืองบรรลุความต้องการในการยึดเอาดินแดนดินแดนของกัมพูชา” นายอานวาดภาพกล่าวหาต่อไป
      
       นายอานยังสร้างเรื่องโกหกพกลมต่อไปอีก โดยอ้างข้อมูลของแหล่งข่าวทหารว่าขณะนี้ไทยได้ส่งทหารราว 25,000 คนเข้าประชิดชายแดนกัมพูชา ส่งถังอีกกว่า 100 คัน และปืนใหญ่อีกจำนวนมากสนับสนุน
      
       กัมพูชากำลังพยายามโหมกระพือทำให้สถานการณ์ชายแดนอยู่ในสภาพเลวร้าย โดยกล่าวหาว่าฝ่ายไทยมีแผนการจะบุกยึดดินแดนกัมพูชา ก่อนหน้านี้นายกฯ ฮุนเซน กล่าวว่า สถานการณ์ช่วงในที่ 4-7 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นไม่ใช่ "การปะทะ" หากเป็น "สงคราม" และเรียกร้องให้สหประชาชาติดำเนินการเร่งด่วน จัดส่งทหารเข้าตั้ง "เขตกันชน” ที่ชายแดน
      
       คณะมนตรีความมั่นคงฯ กำลังจะเปิดประชุมลับ ในวันจันทร์นี้ในนครนิวยอร์ก นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กับ นายฮอร์นัมฮอง ของฝ่ายกัมพูชา จะเข้าให้ข้อมูลแบบตัวต่อตัว โดยมีนายมาร์ตี นาตาเลกาวา (Marty Natalegawa) รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย
      
       รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซียซึ่งทำหน้าที่ประธานกลุ่มอาเซียนในปีนี้ ได้เดินทางไปพบกับทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยปลายสัปดาห์ที่แล้ว ในความพยายามไกล่เกลี่ย
      
       กัมพูชาพยายามมาตั้งแต่ปี 2551 ที่จะขยายปัญหาชายแดนซึ่งเป็นปัญหาสองฝ่าย ให้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยยืนยันว่าจะต้องแก้ไขแบบทวิภาคีเท่านั้น
      
       กัมพูชานำปัญหาชายแดนเข้า UNSC ครั้งแรกในเดือน ก.ค.2551 ขณะเวียดนามกำลังทำหน้าที่ประธานการประชุมประจำเดือน หลังจากสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในพื้นที่ทับซ้อนๆ รอบๆ ปราสาท ที่ไทยได้กล่าวอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเช่นกัน
      
       แต่เวียดนามต้องถอนเรื่องนี้ออกจาก UNSC หลังจากกลุ่มอาเซียนที่สิงคโปร์กำลังทำหน้าที่ผู้นำ ได้เข้าไกล่เกลี่ย นำไปสู่การเจรจาสองฝ่าย และ ถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทฝ่ายละหลายร้อยนาย
      
       "สถานการณ์หนักหน่วงมาก อันตรายมา ก ไม่มีใครบอกได้ว่าไทยจะโจมตีเราอีกเมื่อไร" นายอานบอกกับทูตอังกฤษ กับทูตรัสเซียในตอนค่ำวันศุกร์ 11 ก.พ. ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเอเคพี ซึ่งเป็นของรัฐบาล
      
       "สงคราม" ที่เพิ่งจะผ่านไปนี้ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 4 คน พลเรือนอีก 2 ตำรวจอีก 1 มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 30 คนจากการยิงถล่มของไทย ราษฎรอีกกว่า 3,000 ครัวเรือนรวมกว่า 10,000 คน ต้องอพยพจากพื้นที่ นายอานกล่าว
      
       เล่ห์กลของฝ่ายกัมพูชาเป็นที่ชัดเจนมากคือ ต้องการให้ยูเอ็นเข้าแทรกแซง ปัญหานี้เพื่อยึดครองพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรต่อไป โดยอ้างแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ซึ่งขัดเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาปักปันเขตแดนฝรั่งเศส-สยาม ที่ให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนธรรมชาติ
      
       เมื่อกัมพูชาผลักดันปัญหาเข้า UNSC ครั้งแรกในปี 2551 นายดอน ปรมัตถ์วินัย อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ระบุว่า กัมพูชามีเจตนาที่จะเรียกร้องดินแดนอื่นๆ อีกหลายแห่งตลอดแนวชายแดน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 23 ก.ค.
      
       "กรณีนี้ได้ไปไกลกว่าพระวิหาร ซึ่งตกเป็นของพวกเขาเรียบร้อยไปแล้ว” และ กัมพูชากำลังพยายามทำให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ที่จัดทำขึ้นครั้งที่กัมพูชายังเป็นดินแดนอาณานิคม ซึ่งจะทำให้ได้ดินแดนอีกหลายจุดที่ไทยกล่าวอ้างอธิปไตยอยู่ในขณะนี้
      
       “บางครั้งมิตรภาพอันจริงใจของเรา ก็ทำให้เรามองข้ามเจตนาอันสูงสุดของเพื่อนบ้านเราไป” นายดอน กล่าว
      
       “ในกรณีนี้พวกเขาใช้ยุทธวิธีกองโจรในการโจมตีเรา” เอกอัครราชทูตไทยประจำยูเอ็นในครั้งนั้นกล่าว.
ขอบคุณ : http://www.manager.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มาดูอาวุธยุทโธปกรณ์เขมรกัน

กัมพูชาได้ระดมสรรพกำลัง รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่ชายแดนไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงความพร้อมเต็มรูปแบบในการทำสงครามชายแดนกับไทยที่เริ่มมาตั้งแต่วันศุกร์ 4 ก.พ.2554 รวมทั้งการนำเอารถบรรทุกรุ่นใหม่ที่ได้รับบริจาคจากรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลจีนในปี 2551 และ 2553 ออกใช้เป็นครั้งแรกด้วย       
       ไม่เพียงแต่จะเห็นรถถัง T-55 กับ ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60 ที่ซื้อจากสาธารณรัฐยูเครนใหม่เอี่ยมเมื่อปีที่แล้วเท่านั้น ภาพถ่ายจากชายแดนฝั่งกัมพูชา ล่าสุด ได้เปิดเผยให้เห็นรถบรรทุกทหารใช้แล้วที่สหรัฐฯ บริจาคให้ในปี 2551 กำลังขนส่งทหารและอพยพราษฎรออกจากพื้นที่
      
       อีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นรถบรรทุกที่รัฐบาลจีนบริจาคให้ ถูกนำไปติดตั้งจรวด BM-21 "Grad" ซึ่งเป็นจรวดหมู่ (จรวดชุดหรือจรวดซัด) ที่ผลิตในสหภาพโซเวียตในอดีต กัมพูชาได้จรวดแบบนี้ ยิงโจมตีไทยในการปะทะบ่ายวันศุกร์ เช้าวันเสาร์และคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารฝ่ายทหารของไทยกล่าว
      
       ต่างไปจากการปะทะ 2 ครั้งแรกในเดือน ต.ค.2551 และ เดือน เม.ย.2552 ซึ่งครั้งนั้น ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่แบบเดิมที่ผลิตในโซเวียตบรรทุกทหารและพลเรือน รวมทั้งใช้ติดตั้งจรวดซัดด้วย
      
       ในเดือน มิ.ย.2551 ขณะที่ไทยกับกัมพูชากำลังพันตูกันเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร สหรัฐฯ ได้ส่งมอบรถบรรทุกทหารที่ใช้แล้วจำนวน 63 คันให้แก่กัมพูชา จากทั้งหมด 200 คันในโครงการช่วยเหลือประเทศนี้ปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย มีขนาดเล็กลงและมีความโปร่งใส การส่งมอบหยุดชะงักลงหลังรัฐบาลฮุนเซนส่งชาวอุ้ยกูร์ราว 20 คนให้รัฐบาลจีนในเดือน ธ.ค.
      
       ชาวอุ้ยกูร์เหล่านั้น ลักลอบเดินทางออกจากจีนเพื่อขอลี้ภัย หลังการจลาจลใหญ่ในมณฑลซินเจียง-อุ้ยกูร์ และถูกทางการคอมมิวนิสต์เข้าปราบปราม ทั้งหมดกำลังติดต่อกับสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในกรุงพนมเปญ
      
       รัฐบาลกัมพูชาประกาศส่งทั้ง 20 คนไปให้จีน เพียง 1 วัน ก่อนที่นายซีจิ่นผิง (Xi Jinping) รองประธานาธิบดีจีน จะเยือนกัมพูชาในวันที่ 21 ธ.ค.2552 ซึ่งจีนได้ให้เงินกู้กับเงินให้เปล่าแก่รัฐบาลฮุนเซนถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ แม้จะกล่าวว่าสองเหตุการณ์ไม่เกี่ยวกันก็ตาม




Made in China-- ภาพวันที่ 6 ก.พ.2554 ทหารกัมพูชากำลังจัดเตรียมจรวดชุดเพื่อยิงถล่มฝ่ายไทยที่ชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร เป็นจรวด BM-21 "Grad" ที่ผลิตในสหภาพโซเวียตในอดีต แบบเดียวกับที่กัมพูชาทดลองยิง 200 ลูกในต้นปี 2552 ถูกดัดแปลงติดตั้งบนรถบรรทุกที่ได้รับบริจาคจากจีนเมื่อปีที่แล้ว กลายเป็นอาวุธลูกครึ่งทันสมัย .-- AFP PHOTO/Stringer.






 Made in China--ภาพวันที่ 6 ก.พ.2554 ดูใกล้ๆ จึงพบว่าเป็นรถบรรทุกที่ได้รับบริจาคจากรัฐบาลจีนปีที่แล้ว ถูกนำไปดัดแปลงและติดตั้งจรวดซัด BM-21 ที่ผลิตในสหภาพโซเวียต กลายเป็นอาวุธลูกครึ่งทันสมัย ทหารกัมพูชากำลังจัดเตรียม เพื่อยิงถล่มฝ่ายไทยที่ชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร.-- AFP PHOTO/Stringer.






Made in USSR- ภาพแฟ้ม 16 ต.ค.2551 หลังการปะทะครั้งแรก 1 วันที่ชายแดนด้านภูมะเขือ รถบรรทุกที่ทำในสหภาพโซเวียต บรรทุกจรวดซัด BM-21 "Grad" วิ่งห้อไปตามถนนลูกรังใน จ.พระวิหาร ทำให้ฝุ่นคลุ้ง วันนี้กัมพูชาดัดแปลงจรวดไปติดตั้งในรถบรรทุกที่ได้รับบริจาคจากจีนเมื่อปีที่แล้ว คันเล็กกว่า คล่องตัวกว่าและน่าจะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่า.-- REUTERS/Chor Sokunthea.



Made in China-- ภาพแฟ้ม 23 มิ.ย. ทหารกัมพูชายืนอยู่หน้ารถบรรทุกลำเลียงพล "ตงเฟิง" (Dong Feng) เป็นหนึ่งในบรรดารถบรรทุกหลากชนิด ที่ได้รับมอบจากจีนจำนวน 257 คัน และ ในที่สุดก็ได้เห็นมาวิ่งที่ชายแดนไทยสัปดาห์ที่แล้ว.--REUTERS/Chor Sokunthea. 






Made in China-- ภาพแฟ้ม 23 มิ.ย.2551 ยานพาหนะที่จีนมอบให้แก่กองทัพกัมพูชาทั้งหมด 257 คันรวมทั้งรถพยาบาลและรถบรรทุกที่ดัดแปลงติดตั้งจรวดชุดที่ผลิตในโซเวียตได้ พิธีส่งมอบจัดขึ้นที่สนามบินทหาร กรุงพนมเปญ.----REUTERS/Chor Sokunthea.






Made in USSR-- พล.ท.จื่อเวินจุ้น (Zhi Wenjun) จากกองทัพประชาชนจีนมอบกุญแจสัญลักษณ์ ให้กับ พล.อ.เมือง สมพร ผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ฝ่ายจีนหวังว่ากัมพูชาจะนำรถบริจาคทั้งหมดไปใช้ประโยชน์ ในการ "พัฒนาเศรฐกิจและสังคม" ของประเทศ.--REUTERS/Chor Sokunthea.




Made in USA-- ภาพถ่าย 5 ก.พ.2554 รถบรรทุกทหารกัมพูชานำราษฎรออกจากพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร สังเกตุให้ดีจึงรู้ว่าเป็นรถบรรทุก GMC M35A2 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ บริจาคให้จำนวน 63 คันเมื่อ 3 ปีก่อน เพิ่งจะเห็นรถบรรทุกคันใหญ่นี้ ออกมาวิ่งให้เห็นที่ชายแดนไทยเป็นครั้งแรก แทนรถบรรทุกจากสหภาพโซเวียตที่ใช้มาแต่ยุคสงครามเย็น.--AFP PHOTO.





Made in USA --ภาพแฟ้ม 2 มิ.ย.2551 ทหารกัมพูชาเฝ้ามองรถบรรทุก M35A2 GMC ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งมอบลอตแรก 31 คัน จากทั้งหมด 63 คันในลอตแรก หลังจากนั้นก็ได้เกิดความบาดหมางกัน ทำให้สหรัฐฯ งดการส่งมอบมาจนบัดนี้ สัปดาห์ที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรถบริจาคของสหรัฐฯ มาวิ่งที่ชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร.--REUTERS/Chor Sokunthea.





Made in USA --ภาพแฟ้ม 2 มิ.ย.2551 ทหารกัมพูชาเฝ้ามองรถบรรทุก M35A2 GMC ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งมอบลอตแรก 31 คัน จากทั้งหมด 63 คันในลอตแรก หลังจากนั้นก็ได้เกิดความบาดหมางกัน ทำให้สหรัฐฯ งดการส่งมอบมาจนบัดนี้ สัปดาห์ที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรถบริจาคของสหรัฐฯ มาวิ่งที่ชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร.--REUTERS/Chor Sokunthea.


  กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศในเดือน ก.พ.2553 ระบุว่า การหยุดส่งมอบรถบรรทุกทหารบริจาคจำนวนที่เหลือ เป็นมาตรการตอบโต้รัฐบาลฮุนเซนหลังจากได้ร้องขอไม่ให้เนรเทศชาวอุ้ยกูร์ แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ฟังเสียงทัดทาน
      
       ในเดือน พ.ค.2553 ฮุนเซน ได้ไปร่วมงานเซี่ยงไฮ้เอ็กซ์โป 2010 และ ได้พบหารือกับประธานาธิบดีจีน นายหูจิ่นเทา ในที่สุดรถบริจาคทุกชนิดรวม 257 คัน พร้อมเครื่องแบบทหารอีก 50,000 ชุด ก็ส่งถึงกรุงพนมเปญในเดือน มิ.ย.
      
       ฮุนเซน กล่าวว่า จีนเป็นมิตรที่ดี ช่วยเหลือกัมพูชาตลอดมา และ “ไม่พูดมาก”
      
       อย่างไรก็ตาม พล.ท.จื่อเวินจุน (Zhi Wenjun) ผู้ชี้นำทางการเมือง กรมใหญ่สรรพาวุธ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน กล่าวในพิธีส่งมอบรถบรรทุกที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญ ในวันที่ 23 มิ.ย.2553 แสดงความหวังว่ารถบรรทุกทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ต่อ “การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชา”
      
       “ข้าพเจ้าเชื่อว่า มิตรชาวกัมพูชาของเราจะสามารถใช้รถบรรทุกเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” พล.ท.เวินจุน กล่าวทั้งนี้เป็นรายงานในเว็บไซต์วิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมร (VOA- Khmer)
      
       ต่อสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสหรัฐฯ และจีน ต่างออกเรียกร้องให้สองฝ่ายใช้ความอดทนและอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
      
       คำแถลงของฝ่ายจีนยังระบุด้วยว่า จีนยังคงเป็นมิตรที่ดีกับทั้งสองประเทศ
      
       ในวันจันทร์นี้หลายประเทศรวมทั้งสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และองค์การสหประชาชาติ ได้ออกเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยใช้ความอดทนและอดกลั้นสูงสุด และ เจรจาเพื่อแก้ความขัดแย้งอย่างสันติ
      
       ในนิวยอร์กนายบันคีมูนเลขาธิการสหประชาชาติออกคำแถลงแสดงความ “เป็นกังวลอย่างสุดซึ้ง” ต่อการเผชิญหน้ากันระหว่างไทยกับกัมพูชา
      
       “ท่านเลขาธิการใหญ่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย ต้องหามาตรการที่มีประสิทธิผลในการยุติความเป็นอริต่อกันและใช้ความอดกลั้นสูงสุด” คำแถลงของสำนักงานของนายบันระบุ.



Made in USSR-- ภาพแฟ้ม 18 ต.ค.2551 หรือ 3 วันหลังการปะทะครั้งแรกที่ชายแดนภูมะเขือ ทหารกัมพูชานั่งบนยานลำเลียงพลหุ้มเกราะรุ่นเก่าที่ผลิตในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ข้างบนติดตั้งปืนไร้แรงสะท้อน เข้าใจว่าที่นั่งข้างในคงจะเต็มหมดแล้ว กัมพูชาเพิ่งได้ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะรุ่นใหม่จากยูเครนปลายปีที่แล้ว.-- REUTERS/Chor Sokunthea.





Made in Ukraine-- ภาพวันที่ 5 ก.พ.2554 มาคราวนี้นั่งรถ 8 ล้อ ทหารกัมพูชาบนยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ BRT-60 ที่ซื้อจากสาธารณรัฐยูเครนปีที่แล้ว ซึ่งนำออกใช้แทนยานลำเลียงพลรุ่นเก่าที่มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษ กัมพูชาได้ระดมทุกสรรพกำลังเข้าชายแดนไทยในครั้งนี้ ทุกอย่างต่างไปจากเมื่อครั้งปะทะกัน 3 ปีก่อน.--AFP PHOTO/STR


ขอบคุณ : http://www.manager.co.th/


ไปดูรถถังใหม่เขมรกัน





การปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่ชายแดนด้านภูมะเขือกับปราสาทพระวิหารในวันศุกร์ สภาพการณ์โดยทั่วไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว สองฝ่ายใช้อาวุธหนักเข้ายิงถล่มเป็นครั้งแรก
       
       
ต่างไปจากการปะทะครั้งแรกที่ในเดือน ต.ค.2551 ภาพถ่ายจากพื้นที่เปิดเผยให้เห็นความลุกลี้ลุกลนของทหารกัมพูชาที่หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า เดินเท้าเข้าชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร บ้างก็แบกหามถุงข้าวสารอาหารแห้ง บางคนแบกขาวัวที่ชำแหละแล้วไปด้วย
       
       
บางภาพยังเปิดเผยให้เห็นทหารกัมพูชานำปืนกลออกมาแยกชิ้นชะโลมล้างและขัดสนิมออก เพื่อนำกลับไปใช้การที่แนวหน้าอีก ไกลออกไปกองกำลังที่ถูกส่งไปเสริมที่แนวปะทะ ยังเคลื่อนผ่าน จ.พระวิหาร ในยานลำเลียงพลหุ้มเกราะรุ่นเก่าคันเล็ก ขณะที่รถบรรทุกจรวดซัด BM-23 แล่นห้อเข้าพื้นที่ชายแดนส่งฝุ่นคละคลุ้ง
       
       
วันศุกร์ที่ผ่านมาทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด
       
       
ภาพของสำนักข่าวในกรุงพนมเปญ ได้เปิดเผยให้เห็นการเคลื่อนรถถัง T-55 รุ่นใหม่ ที่ซื้อจากสาธารณรัฐยูเครนเข้าไปยังบริเวณชายแดนด้วย รถถังจำนวน 55 คัน ส่งถึงท่าเรือสีหนุวิลล์กัมพูชาปลายปีที่แล้ว พร้อมกับยานลำเลียงพลหุ้มเหราะ BTR-60 อีก 54 คัน กับยานลำเลียงอื่นๆ รวมประมาณ 100 คันในลอตเดียวกัน
       
       
ในเช้าวันเสาร์ 5 ก.พ.นี้ สำนักข่าว Cambodia Express News ได้เผยภาพรถถังที่ผลิตในรัสเซียหมายเลข 20483 กำลังปฏิบัติการในพื้นที่ๆ ไม่มีการระบุ อีก 2 คันจอดซุ่มอยู่ข้างทางดินในเขตป่าเขา คันข้างหน้าเป็นหมายเลข 20476 เป็นรถถังรุ่นเดียวกับที่ส่งถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ในวันที่ 20 ก.ย.2553 โดยมีหมายเลขบ่งชี้
       
       
รถถัง T-54/T-55 พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รุ่นใหม่ล่าสุดติดเครื่องยนต์ดีเซล วี12 นาด 38.88 ลิตรแล่นด้วยความเร็วสูงสุด 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 55 กม./ชม. เมื่อบรรทุก มีรัศมีปฏิบัติการ 501-600 กม. สร้างชื่อเสียงในเรื่องความคล่องตัวในการปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่ว ได้รับความนิยมสูงสุดในค่ายโซเวียตในอดีต มีการผลิตออกมาใช้งานราว 100,000 คัน
       
       
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Russia Defense รถถัง T-55 หุ้มเกราะหนา 200-203 มม. มีปืน 100 ม.เป็นอาวุธหลัก และ ติดปืนกลได้หลายรุ่น
       
       
อย่างไรก็ตาม ในสงครามยุคใหม่ โอกาสที่จะเกิดการสู้รบหรือการพันตูด้วยยานเกราะ แบบที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวูด รวมทั้งเรื่อง Battle of the Bulk และ Patton แทบจะไม่มีแล้ว รถถังทำหน้าที่สำคัญสนับสนุนการรบของทหารราบ
       
       
แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของอาวุธต่อต้านสมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธที่ยิงจากพื้น หรือยิงจากอากาศ และ กองทัพไทยมีเขี้ยวเล็บทันสมัยพวกนั้นพร้อมทั้งหมดแล้ว



เจ้าหมายเลข 20483 มาทำเก๊กหล่ออยู่พื้นที่แถวชายแดนไทยในวันศุกร์ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ซีเรียลนัมเบอร์ของมันบอกให้รู้ว่ามาไกลจากสาธารณรัฐยูเครน ส่งถึงท่าสีหนุวิลล์ในปลายเดือน ก.ย.ปีที่แล้วจากทั้งหมด 55 คัน ยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ BRT-60 อีกกว่า 40 คัน ปะทะชายแดนครั้งนี้กัมพูชาพร้อมเต็มกำลัง ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว.--ภาพ: CEN.




หมาเยลข 20473 ถูกนำขึ้นจากเรือที่ท่าสีหนุวิลล์ในวันที่ 20 ก.ย.2553 ไปถึงที่นั่น 1 วันก่อนหน้านั้นเป็นซีเรียลเดียวกับเจ้า 20483 ที่ไปเก๊กหล่อแถวชายแดนไทยในวันศุกร์ 4 ก.พ.2554 ในภาพที่สำนักข่าวภาษาเขมรนำออกเผยแพร่.--AFP PHOTO/Narinder Nanu.
   


 เจ้าตัวนี้ 20476 ส่วนคันหลังดูตัวเลขไม่ออกเพราะอยู่ไกลเกินไป แต่ทั้งหมดเป็นลอตเดียวกันจากสาธารณรัฐยูเครน ที่ส่งถึงท่าเรือสีหนุวิลล์เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ปะทะคราวนี้ฝ่ายเขมรไม่ธรรมดา.--ภาพ: CEN.



















 ขอบคุณ : www.manager.co.th